Beauty Lounge

แอล-คาร์นิทีน (L-Carnitine)

โพสต์เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2553

เป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบันนี้ว่า สาว ๆ สมัยนี้ให้ความสนใจและเอาใจใส่ใจในการดูแลสุขภาพและความสวยความงามของตัวเองมากขึ้น ไม่เพียงแต่เรื่องเสื้อผ้าหน้าผม หรือผิวพรรณเท่านั้น เรื่องรูปร่างที่เฟิร์มกระชับ ก็เห็นจะเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งที่สาว ๆ ไม่ยอมละเลยไปเลยทีเดียว จึงไม่แปลกที่จะมีการโฆษณาคอร์สลดความอ้วน เอาใจคนอยากสวยแต่ไม่มีเวลาออกกำลังกายกันมากขึ้น ซึ่งสาว ๆ ให้ความสนใจกันเป็นอันดับต้น ๆ ในขณะนี้ เห็นจะไม่พ้นเรื่องของ L- carnitine ที่มีการโฆษณาถึงสรรพคุณว่าสามารถลดความอ้วนอย่างได้ผล

 

 
L- carnitine คืออะไร?
แอล-คาร์นิทีน (L-carnitine) เป็นชื่อของสารตัวหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นในร่างกายของเรานี่เอง โดยสร้างขึ้นมาจากกรดอะมิโน 2 ตัว คือ ไลซีน (lysine) และเมไทโอนีน (methionine) และแอล-คาร์นิทีนในร่างกายของเราก็ถูกใช้ไปในหน้าที่ต่างๆ หลายอย่าง เช่น เข้าไปช่วยเพิ่มกระบวนการใช้ไขมัน (fat) โดยการขนส่งกรดไขมัน (fatty acid) เข้าไปในไมโทคอนเดรีย (ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการสร้างพลังงานของเซลล์) หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ แอล-คาร์นิทีนช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนกรดไขมันไปเป็นพลังงานนั่นเอง

คุณสมบัติ

เราพบคาร์นิทีนมากในกล้ามเนื้อหัวใจและกล้ามเนื้อลาย ซึ่งจำเป็นต่อขบวนการเผาผลาญไขมัน โดยช่วยพาไขมันเข้าสู่ไมโตคอนเดรียของเซลล์ (Mitochondria ส่วนของเซลล์ที่ผลิตพลังงานให้แก่เซลล์) ผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจจะมีระดับของคาร์นิทีนต่ำ ซึ่งสมควรรับประทานคาร์นิทีนเสริม นอกจากนี้เรายังพบว่าการให้คาร์นิทีนเสริมจะช่วยป้องกันโอกาสเกิด ภาวะหัวใจล้มเหลวได้

นอกจากนี้คาร์นิทีนยังช่วยสลายไขมันซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของเซลล์อสุจิ มีการศึกษามากมายที่สนับ- สนุนว่าคาร์นิทีนเพิ่มการผลิตเซลล์อสุจิและเพิ่มการเคลื่อนที่ของเซลล์ด้วย แต่ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่า คาร์นิทีนเพียงตัวเดียวจะช่วยลดภาวะเสื่อมสมรรถภาพในผู้ชายได้

แหล่งอาหาร เนื้อแดงและนมสดเป็นแหล่งที่ดีของคาร์นิทีน ร่างกายเราสามารถสังเคราะห์คาร์นิทีนจาก กรดอะมิโนชนิดไลซิน (Lysine พบมากในถั่วฝักและอัลฟัลฟา) และกรดอะมิโนชนิดเมไธโอนีน (Methionine พบมากในธัญพืชและผักใบเขียว) ได้เช่นกัน ผู้ที่มีปัญหาของกล้ามเนื้อหัวใจอาจรับประทานคาร์นิทีน วันละ 2-6 กรัม โดยแบ่งรับประทานวันละ 2 หรือ 3 ครั้ง ในผู้ที่เริ่มเสื่อมสมรรถภาพควรรับประทาน วันละ 2 กรัม ติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน (เซลล์อสุจิใช้เวลา 74 วันจึงจะโตเต็มที่)

สรรพคุณ
  1. แอล-คาร์นีทีน(L-carnitine) ช่วยทำให้เราแก่ช้าลง เพราะเซลล์ในร่างกายของเราทุกๆ เซลล์ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์สมอง เซลล์จากระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์จากหัวใจ หรือเซลล์จากที่อื่นๆ ในร่างกาย ทั้งหมดจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อ ได้รับพลังงานเพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการของเซลล์แต่ละชนิด และคาร์นิทีนนี่เองที่เข้าไปช่วยทำให้เซลล์ต่างๆ มีอายุยืนนานขึ้น
  2. แอล-คาร์นิทีน(L-carnitine) ทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ (triglycerides) อยู่ในระดับที่ต่ำ และช่วยเพิ่มระดับ HDL-คลอเรสเตอรอล ในเลือด
  3. แอล-คาร์นิทีน(L-carnitine) ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โดยมีผลทำให้สุขภาพโดยรวมของหัวใจดีขึ้น ช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวด้วย
  4. แอล-คาร์นิทีนช่วยทำให้น้ำหนักลด กล้ามเนื้อและหุ่นกระชับขึ้น เพราะแอล-คาร์นิทีนช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนกรดไขมันไปเป็นพลังงาน ไขมันที่สะสมในร่างกายจึงลดลง และผอมลง
  5. มีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่สนับสนุนผลการลดไขมันสะสมของคนอ้วน โดยการศึกษาดังกล่าว นักวิจัยได้ให้แบ่งวัยรุ่นที่อ้วนเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทาน L-carnitine ขนาด 2 g/วัน อีกกลุ่มได้ยาหลอก (Placebo) โดยทั้งสองกลุ่มถูกจำกัดอาหารให้มีแคลอรี่เท่าๆกัน และมีการออกกำลังกายขนาดปานกลางเหมือนกัน หลังจากนั้น 3 เดือน ต่อมาจึงทำการวัดน้ำหนักตัวอีกครั้ง พบว่ากลุ่มที่ได้รับ L-carnitine น้ำหนักตัวลดลงเฉลี่ย 11 ปอนด์ ขณะที่อีกกลุ่มลดลงเฉลี่ยไม่ถึง 2 ปอนด์ และปริมาณไขมันในกระแสเลือดก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  6. แอล-คาร์นิทีน(L-carnitine)ช่วยเพิ่มระดับพลังงานของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ ค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บหรือเกิดความเสียหายใดๆ กับร่างกาย เหมือนกันที่พบในสารสกัดจากพืชสกุล Ephedra (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ของกระทรวงอาหารและยาของอเมริกา ในเอกสารอ้างอิงครับ)
  7. แอล-คาร์นิทีนช่วยให้ความสามารถในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น มีความทนทานมากขึ้น และป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากปริมาณออกซิเจนใน เซลล์ไม่เพียงพอ
  8. แอล-คาร์นีทีน(L-carnitine) ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น
  9. แอล-คาร์นีทีน(L-carnitine) ช่วยให้การทำงานของตับดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของเราด้วย
 
 
ข้อควรระวัง
สำหรับคนที่มีอาการแพ้ต่ออาหารโปรตีน เช่น ไข่ นม หรือข้าวสาลี ไม่ควรกินผลิตภัณฑ์ที่เสริมแอล-คาร์นิทีนเป็นอันขาด เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 2 ขวบ และสตรีมีครรภ์ ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ถ้าไม่จำเป็น หรือใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ครับ
อ้างอิงจาก
Using L-Carnitine by Marcy Fenton, M.S., R.D. & Ernie Rodriguez
Woman's Encyclopedia Of Natural Healing by Dr Gary Null, page 32,36
New Foods for Healing by Selene Yeager, page 568
  Share  
  Save on Delicious  


หากคุณชื่นชอบบทความนี้ ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ที่นี่
(ต้อง login facebook ของคุณก่อนนะคะ)